โทรศัพท์ : +662 630 4600 - 1       
   
  •  
 
วัดทักซังกับแนวคิดของคนภูฏานรุ่นใหม่ โดย เปม่า เทนซิน

เรื่องเล่า เกี่ยวกับวัดทักซัง

โดย เปม่า โชเดน เทนซิน

 

ฉันชื่อ เปม่า ฉันรักการเดินทางที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า เพราะมันทำให้ฉันตื่นเต้น การได้ไปทักซังในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนของฉันบอกว่าเขากำลังจะขึ้นเขาไปวัดทักซังที่เมืองพาโรในวันรุ่งขึ้นกับภรรยา และยินดีถ้าฉันจะติดสอยห้อยตามไปด้วย ใช่ค่ะ วันรุ่งขึ้นฉันออกเดินทางไปกับผมที่ยังไม่ได้สระและครีมกันแดดที่ทาบนตัวเพียงเล็กน้อย ฉันพากล้องสุดรัก แคนนอน 6ดี ไปด้วยและหวังว่าจะได้ภาพสวยๆในการไปเยือนทักซังในครั้งนี้

 

ถ้าจะพูดถึงทักซังแล้ว วัดแห่งนี้ถูกใช้เหมือนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นหน้าเป็นตาของภูฏานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มันจึงทำให้ฉันรู้สึกเฉยๆกับวัดและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ และกลับกลายเป็นว่าฉันกลายเป็นจุดเพ่งเล็งของครอบครัวและถูกกล่าวหาว่าไร้ซึ่งความฝักใฝ่ในศาสนา ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของครอบครัว เพื่อนของฉันบอกว่าระหว่างขึ้นทักซังเขาจะนำสร้อยลูกปะคำและสวดมนต์ระหว่างเดินขึ้นเพื่อทำให้จิตใจสงบด้วย ช่างเป็นเพื่อนที่จิตใจดีงามแท้ๆ ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดเริ่มต้นในการขึ้นเขาไปยังวัดทักซังที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว เวลาเช้าตรู่ในวันอังคาร ฉันบ่นเบาๆว่า คนเยอะขนาดนี้ การขึ้นเขาคงจะเงียบสงบสินะ

 
(***บริเวณจุดขายของตรง Base campโดยชาวบ้านในระแวกใกล้เคียง มีทั้งของที่ทำเองและของที่นำเข้าจากอินเดียและเนปาล เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเที่ยวภูฏานเพื่อเป็นของฝาก)
 

ฉันมุ่งหน้าเดินขึ้นเขาไปพร้อมกับกลุ่มนักท่องเที่ยว ระหว่างทางฉันก็ได้ยินไกด์ชาวภูฏานที่พยามพูดภาษาอังกฤษในสำเนียงอเมริกัน ที่ฟังดูแปลกๆ ไกด์พยายามถามลูกค้าว่า คุณจะนั่งม้าหรือเดินเท้าขึ้นไปข้างบน เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินขึ้นไปวัดที่อยู่สูงขึ้นไปเกือบ 800 เมตร แม้แต่นักปืนเขาก็ยังคิดหนักเหมือนกัน

 

(***บริเวณ Base camp ของภูเขาที่เป็นที่ตั้งของวัดทักซัง จะมีม้า ลา และ ล่อ จำนวนมาก ไว้ให้นักท่องเที่ยวไว้เพื่อเช่าขึ้นไปบนเขา ซึ่งจะขึ้นไปได้ประมาณ 60% ของระยะทางทั้งหมด อย่างไรก็ดีแพ็คเกจภูฏานส่วนใหญ่ที่ขายในประเทศไทยจะรวมค่าบริการม้าไว้เรียบร้อยแล้ว โปรดสอบถามบริษัททัวร์ภูฏานที่ท่านซื้อแพ็คเกจมาอีกครั้ง)
 

การที่ฉันเป็นชาวเขา คนภูเขา หรืออะไรก็ตาม คนมักจะคิดว่าการปีนเขาน่าจะเป็นเรื่องปกติของคนภูฏานอยู่แล้วซึ่งก็เหมือนชาวประมงที่ต้องคล่องในการทำทะเล แต่เปล่าเลยการเดินขึ้นเขาในครั้งนี้พวกเราเหนื่อยกันมากแต่ก็คงไม่เหนื่อยเท่าคู่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ตัดสินใจยกเลิกการขึ้นเขาระหว่างทาง การหอบร่างตัวเองก็เหนื่อยเพียงพออยู่แล้ว นี่ฉันยังต้องมาแบกกล้องที่หนักถึง 5 กิโลและถุงขนมที่นำขึ้นไปด้วย การหยุดพักเหนื่อยเป็นระยะๆก็ทำให้ฉันได้เก็บภาพสวยๆไปด้วย ฉันพยามยามถ่ายภาพนักท่องเที่ยวที่ทยอยกันขึ้นมาบางคนก็ยิ้มสู้กล้องแต่บางคนก็เบือนหน้าหนีจากความเหนื่อย

 

“นักท่องเที่ยวหลายคนรีบขึ้นไปให้ถึงทักซังเพียงเพื่อให้การเดินทางอันแสนเหนื่อยจบๆไป แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นลืมที่จะซึมซับธรรมชาติระหว่างทางโดยสิ้นเชิง” พวกเราพักกันครู่ใหญ่เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับตัวเองจากขนมที่เอาขึ้นมา พร้อมสูดอากาศที่บริสุทธิ์ จากธรรมชาติที่หลายๆคนมองข้ามไปไม่ว่าจะเป็นเสียง กลิ่น ที่อย่างไรก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยรูปภาพหรือการเขียน การเดินในป่าสนแบบนี้คือสวรรค์ของฉันแท้ๆ

 

พวกเราเดินมาได้สักระยะหนึ่งแต่ก็ยังดูค่อนข้างห่างไกลจากวัด อย่างไรก็ตามเราก็ได้เห็นภาพรางๆของวัดผ่านป่าสนอันหนาทึบ ระหว่างนั้นเราก็พบกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ บางคนก็ดูเหมือนจะเป็นมิตรส่วนบางคนก็สำรวมตัวให้เงียบและสุขุมจากการสวดมนต์ในการขึ้นมาเหยียบบนภูเขาศักดิ์สิทธ์ลูกนี้ นักท่องเที่ยวหลายคนคิดว่าพวกเราต้องเป็นนักท่องเที่ยวแน่ๆ ไม่ใช่เพราะกล้องตัวใหญ่ของฉันแต่เป็นเพราะเพื่อนของฉันที่พยายามจะทักทายทุกคนที่ผ่านเข้ามา จนต้องทำให้ภรรยาของเขาต้องเขม็งตาใส่ แต่เขาก็ให้ความเห็นว่าทำไมเขาจะทักทายนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศของตนไม่ได้!!

 

(***หล้งจากเดินมาเกือบสองชั่วโมงก็ได้เห็นวัดทักซังแบบใกล้ชิดผ่านต้นสนทึบ)

 

อีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ในที่สุดเราก็มาถึงจุดชมวิวที่สามารถจะมองเห็นวัดทังซังได้ชัดและสวยที่สุด ต่อจากจุดนี้ก็จะเป็นการเดินลงบันไดที่หนักเอาการอยู่ ฉันแอบได้ยินนักท่องท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นข้างๆบ่นว่า “น่าขำนะ เราเดินขึ้นมากตั้งนาน และตอนนี้ก็ต้องเดินลง วัดก็ยังไม่ถึงสักที” จริงๆแล้วฉันก็คิดแบบนั้น วิวตรงนี้สวยมากๆตามคำบอกเล่า แต่บันไดหินที่ลาดชันลงไปก็หวาดเสียวไม่ใช่เล่น และจากที่ได้ยินไกด์คนหนึ่งเล่าเรื่องนักท่องเที่ยวที่ตกเขาจากปีที่แล้วทำให้ฉันต้องใช้ความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น

 

 

(***หลังจากที่เดินทางมาจนสุดทางเดินลูกลังประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงจุดที่จะต้องลงบันได ซึ่งจะเป็นการเดินลงประมาณ 400 ขั้นและขึ้นอีก 300 ขั้น)

 

 
(***กำลังเข้าไปอีกหุบเขาหลังจากที่เดินลงบันได 400 ขั้น )

 

(***ขึ้นบันไดไปอีก 300 ขั้นก็จะถึงวัดทักซัง)
 
 

ในที่สุดหลังจากขึ้นลงบันไดมาหลายขั้นเราก็มาถึงประตูทางเข้าวัด โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่ดูเหมือนจะเคร่งศาสนาเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่บอกเราว่าเราไม่สามารถเอากล้องถ่ายรูปหรือมือถือเข้าไปได้ ระหว่างที่พูดเจ้าหน้าที่ก็สวดมนต์ไปด้วย “โอมมณีปัทเมฮุม”

 

พวกเราเขาไปในห้องสวดมนต์อย่างสงบ และเริ่มไหว้พระสวดมนต์พร้อมจุดตะเกียงที่มีเชื้อเพลิงจากเนย เสียงก้องกังวานจากบทสวดมนต์ (ดูง) ของลามะ กลิ่นหอมจากธูปทำให้ฉันจำภาพนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

 

"มันเป็นเรื่องจริงปนเศร้าที่การมาทักซังของคนภูฏานเป็นการมาแบบกึ่งบังคับที่ถูกปลูกฝังกันมา" เพราะโดยปกติคนภูฏานสมัยใหม่ถ้าไม่อยู่บ้านก็จะถูกแนะนำให้ออกไปวัด การที่จะให้คนภูฏานออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนแปลก แต่สำหรับฉันการที่เป็นคนภูฏานและทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวในบางครั้งก็ทำให้ฉันได้ค้นพบอะไรหลายๆอย่าง อย่างไม่น่าเชื่อ

 

มองกลับไปจากการไปทักซังในวันนั้น มันเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง มันทำให้ฉันอยากไปที่อื่นๆมากยิ่งขึ้น ออกไปเพื่อค้นหาตัวเอง ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์จากป่าสนที่ไร้การแตะต้องจากมือมนุษย์ มันไม่ใช่ความรู้สึกแต่มันคือสิ่งที่ฉันสัมผัสและจับต้องได้ สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการอย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต

 

(***ภาพมุมสูงของหุบเขาพาโรจากวัดทักซัง)
 

บทความโดย เปม่า โชเดน เทนซิน จาก Kuzuzangpo la แมกกาซีนของภูฏานแอร์ไลน์

รูปภาพโดย สุปณัย รัตนวินิจกุล (โอ เอ็ม จี เอ็กซ์พีเรียนซ์)